Movie

 
 
[Review]"ยอดมนุษย์เงินเดือน" เพื่องาน เพื่อเงิน เพื่อชีวิต!!

 
 
อยากเขียนถึงมาสักพักละ แต่ติดนู่นนี่เลยไม่ได้อัพซักที 
เพราะฉะนั้นตอนนี้สบโอกาสแล้ว ก็จะขอรีวิวซะหน่อย
 
 
คราวนี้เป็นหนังไทยอีกแล้วว  ขอนำเสนอ
 
 
"ยอดมนุษย์เงินเดือน" 
 
 
 
 
พี่ติ๊กหล่อโฮกกกก /ไม่
 
 
 
 

เรื่องมันเริ่มที่ วันนึงในเดือนเมษาที่ผ่านมา
เรามีโอกาสดูหนังกับมนุษย์เงินเดือนตัวเป็นๆค่ะ  
 


ไม่ใช่ใครที่ไหน  เขาคือ คนที่เขาทำงานเลี้ยงเรามาร่วมยี่สิบปีนั่นแล
 
 
พ่อแม่เราเอง :)
 
 
 
เราโตมาในบ้านที่พ่อแม่ญาติพี่น้อง ทุกคน ถ้าไม่เรียนหนังสืออยู่  
ทุกคนทำงานประจำค่ะ  ออกไปทำงานแต่เช้า กลับบ้านสี่ห้าโมงเย็น  สิ้นเดือนเงินออก
 
 

เรามีความสงสัยคล้ายๆ "หวาย"  นางเอกของเรื่อง
ผู้ซึ่งเรื่องจำกัดความไว้สั้นๆว่า "ติสท์แตก แหกกฏ"
 
 
 
//นี่ล่ะหวาย
 
 


ทำไมเราถึงยอมทำงานหนัก เพื่อเงินเดือนไม่กี่หมื่น ยอมทำงานทั้งปี
แลกกับวันหยุดยาวไม่กี่วัน และโบนัสปลายปีที่เพิ่มมาไม่เท่าไหร่...
 
 
 

พวกเขา จะถูกเรียกว่า "ยอดมนุษย์" ได้อย่างไร???
 

คุณแม่ที่ดูแล้วบอกเรามายิ้มๆว่า  "มันเหมือนชีวิตจริงเลยนะ"
 
 
 

ด้วยความอยากรู้ก็นั่งดูไปค่ะ
 
 


แน่นอน  หนังพูดเรื่องพนักงานประจำกินเงินเดือนที่มีลักษณะนิสัย จัดว่า 
นี่แหละพนักงานเงินเดือนของแท้(ที่เจ้าตัวยืนยันเองเลยนะ)
 
 
 

ไม่ว่าจะ  ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน  แอบนินทาเจ้านายบ้าง  
เทรนนีที่เอาแต่มาสายการ   เข้าประชุมทีเอาโบนัสมาขู่ว่าถ้าทำไม่ได้อาจจะไม่พิจารณาให้
คุณเลขาที่ประสานงานมือเป็นระวิง แต่เงินเดือนไม่เท่าไหร่ แถมวันหยุดก็ยังต้องทำ
พนักงานชายหนุ่ม(โสด) ที่จับกลุ่มแอบมองสาวกันบ้าง
การจับฉลากปีใหม่ ที่พนักงานทุกคนมากินเลี้ยงกัน
พนักงานลาออกไปคลอดลูกหรือ  
รองหัวหน้าแผนก  ที่ทำงานนานแทบตาย ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าซะที...
 
 
 
 
 
 
 
 

มองเผินๆ อาจจะสงสัยว่า  ชีวิตซาลารี่แมนเนี่ยนะ มาเป็นหนัง  มันจะเล่าอะไรได้??

 
 
หนังเลยใส่ปัจจัยที่แหวก แหก ทุกอย่างตามปกติลงไป นั่นคือ !

นางเอกค่ะ  "หวาย" ผู้ที่ตั้งคำถามกับชีวิต เข้าแปดออกสี่มาตั้งแต่ต้น

หวาย  เป็นทุกอย่างที่ตรงข้ามกับทุกคนในบริษัทหวายติสท์
หวายชอบเล่นอะไรที่เขาไม่เล่น หวายชอบวาดรูป มากกว่าสรุปข้อมูลการตลาด
หวายเป็นคนหลวมๆ ไม่ค่อยวางแผนในชีวิต ไม่แม้กระทั่งจะสแกนไวรัสในตั๊มป์ไดรฟ์
 

และที่สำคัญ  หวายไม่ชอบทำงานประจำ

อุแม่เจ้า  ดูไปแล้วเจ็บใจจี๊ด
 
 

เรารู้สึกว่า หวายเป็นตัวแทนของเด็กยุคเรานะสมาธิสั้น  ไม่ชอบจดจ่ออะไรนานๆ  
แต่เรียนรู้ไว้  รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบมาทำงานประจำ  เพราะแม่บอกให้มา  
หวายไม่เข้าใจว่า ทำไมเราจะต้องอยู่ในกรอบ
 
 

กรอบที่มีชื่อเรียกว่า " งานประจำ " 
 
 

เรื่องที่ดำเนินไปไม่หวือหวามาก มีมุกตลกประปรายพอให้ขำยิ้มๆกรุบกริบเป็นกระสัย
ไม่ถึงกับขำน้ำตาเล็ด แต่ไม่ถึงกับเศร้า 
 
ตัวละครทุกตัวมีเป้าหมายของตัวเองที่จะต้องทำมันให้บรรลุ
ในขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายร่วมที่เรียกว่า "งาน" และเงิน "โบนัส"

 
 
เอ๊ะ  ดูๆไป

 
 
 
ภาพรวมของหนังมันช่างคล้ายกับ ชีวิตของพนักงานออฟฟิศเสียนี่กะไร!!



เราเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้เข้าไปสู่ระบบการทำงานค่ะ
 
 

เรามองหนังเรื่องนี้แว่บแรกคิดว่ามันไม่น่ามีอะไร  
ชีวิตพนักงานธรรมดาอาจจะไม่สนุกเท่าไหร่นัก เราก็เลยไม่เคยอยากดู
ต่างจากแม่กับพ่อเรา ที่บังเอิญได้เปิดดู แล้วเขาบอกมาว่า  หนังมันโอเคเลยนะ!
 
 

ทำไมเราถึงรู้สึกต่างกัน ในขณะที่เรามองหนังเรื่องเดียวกัน?
 
 
 

คนที่ ยังไม่เข้าไปสู่ระบบอะไรก็ตามเยี่ยงดิฉันนั้น ดัน มองชีวิตพนักงานเงินเดือน ซ้ำๆเดิมๆ มาเช้าตอกบัตรเย็นเลิกงานกลับบ้าน มีความหวังจะเลื่อนขั้น จะได้โบนัส จะมีความมั่นคง  จะซื้อบ้าน ซื้อรถ
จะได้เงินเดือนเพิ่ม งานจะเสร็จทันกำหนด  บลาๆๆๆ   ว่า
 
 

โอ้ยตายยย  ชีวิตมีเท่านี้เอง????


มองกลับกัน
 
 

คนที่ทำงานจริงๆแล้ว ใช้เงินจริงๆจากตรงนั้นมาแล้วเขามองว่า  
หนังมันสะท้อนชีวิตคนทำงานจริงๆได้ดีเพราะของจริงมันก็ไม่ต่างจากนี้
ออกจะดีหรือแย่กว่าหรือเท่าทุนซะด้วยซ้ำ


ชีวิตทำงานมันก็คงเป็นแบบนี้แหละเรื่อยๆ อึนๆ ขมๆ หวานๆ ปะปนกันจนเดาไม่ออก 
 

แต่ทำไงได้ มีงานก็ต้องทำงานนี่นา 
 
 

เราคงรู้สึกคล้ายๆหวาย ที่ตอนแรกไม่อยากทำงานออฟฟิศมาทำเพราะจำใจ
แต่พอได้ทำหวายก็เรียนรู้ว่า ชีวิตพนักงานเงินเดือนจริงๆแล้ว  
ก็ไม่ได้แย่นัก อาจจะไม่สนุก เหมือนหนังที่เดินไปเรื่อยๆ
 
 
 
แต่หนังย่อมมีเป้าหมาย (อย่างน้อยก็ทำเพื่อโบนัสในเรื่อง)
 
 
 

ซาลารี่แมนทั้งหลายพวกเขาก็มีเป้าหมายของตัวเองเหมือนกัน!




เราไม่แปลกใจที่เราตั้งคำถามกับความเป็นไปของอาชีพเหล่านี้
เพราะเราเห็น แต่ไม่เคยทำความเข้าใจ  เราโหยหาอิสระ  อยากไปผจญภัย อยากเที่ยว
 

เราไม่มีต้องกังวลกับปัจจับที่เรียกว่า "เงิน " เพราะเรายังไม่มีภาระอะไร
 

เรารู้สึกว่าเงินมันหาง่ายมาตลอดจนกระทั่งมีโอกาสทำงานแลกเงินดูบ้าง เล็กๆน้อยๆ แล้วพบว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะทำงานให้ผ่านไปงานหนึ่งๆเพื่อแลกเงินสักก้อน

เราไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน เพียงอย่างเดียว  เราทำงานเพื่อซื้อความสุข
ให้กับตัวเรา คนรอบตัวเราเพื่องานที่ดี เพื่อชีวิตที่ดี  
 
 
 
เราทำงาน ไม่ใช่เพื่อตอบคำถามว่า "ทำไปเพื่ออะไร"
 

แต่ "ทำไปเพื่อใคร"
 
 


เหมือนทีแรกที่เราไม่คิดจะดูหนังเรื่องนี้เพราะคิดว่า อาจจะไม่สนุก
 
 
สุดท้ายพอมาดูจริงๆ ถึงจะสนุกน้อยกว่าที่คิด เราก็เรียนรู้อะไรมากขึ้น
 
 

ไม่ชอบอยู่ในระบบ ไม่ใช่ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ระบบ
ไม่ชอบวางแผน ไม่ใช่ไม่จำเป็นที่ต้องหัดวางแผนดูบ้าง
ไม่ชอบงานประจำ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องรู้จักและทำความเข้าใจมัน
 
 
วิธีทำงานอาจจะต่างกัน แต่เราก็มีเป้าหมายไม่ต่างกันนัก


สุดท้าย หวายกับเราอาจจะได้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือนหรือไม่ก็ตาม

แต่เรารู้แล้วว่าความเป็นยอดมนุษย์ของพวกเขาเหล่านี้เป็นอย่างไร



ก็เราถูกเลี้ยงมาด้วยสองมือของสุดยอดมนุษย์เงินเดือนตั้งสองคนนี่!
 
 
: )
 
 
 
 
 
รอบที่แล้วเขียนถึงคู่กรรมไปเป็นหนังไทยนะ คราวนี้จะเป็นหนังที่ออกไปไกลอีกนิดนึง
ในประเทศที่สาวไทยเรานิยมมิน้อย

ประเทศเกาหลีค่ะ 

หนังเรื่องนี้พูดถึงความรักความผูกพันของสาวน้อยคนหนึ่ง กับ น้องหมา(?)
แต่เป็นน้องหมาในร่างของหนุ่มน้อยที่จขบ.เห็นหน้าแล้วใจสั่นระทวยมากกก
 
A Werewolf Boy จ้าา
 
 


การีวิวคราวนี้จึงจะเป็นการรีวิวที่ลำเอียงและชมซะเป็นส่วนใหญ่(ฮ่าา)
เนื่องจาก ประเด็นแรก มันเป็นหนังที่จขบ.ชอบทีเดียวเลยแหละสอง พระเอกคือ ซงจุงกิ ซึ่งก็ชอบมากกก ตั้งแต่เขาเล่น Sankyunkwan Scandal แล้ว(และมากรี๊ดสุดๆตอนเล่น Nice guy/Innocent Man)
 
 
 

จะพยายามเขียนให้เป็นกลางสุดๆแล้วกันนะ /ซับน้ำตา


มาต่อกัน
 

สุนัขเนี่ยไม่ใช่หมาน้อยเฝ้าบ้านนะคะ แต่ว่า คราวนี้มาในรูปของ "หมาป่า"
 
 

ขึ้นชื่อว่าเป็นสุนัขน่าจะเลี้ยงให้เชื่องได้ แต่นั่นไม่ใช่ "ชอลซู" พระเอกของเรา
หมาป่า ชื่อมาก็บอกแล้วว่ามาจากป่า เป็นสัตว์ป่า
 
 
แว่บแรกได้ยิน คงจะนึกถึงความป่าเถื่อน ดุร้าย  และเป็น "อันตราย"
มารวมกับคำว่า "มนุษย์"  รวมร่างปั่นรวมกันแล้วบู้ม! เป็นโกโก้**ตู๊ด** (เซ็นเซอร์กันโฆษณา)


ฟิวชั่นเป็น "มนุษย์หมาป่า" 


โอ้วพระเจ้า มันน่ากลัว มันโหดร้าย กลายร่างตอนเจอพระจันทร์ ฟัดกับแดร็กคูล่าแน่นอน!
 
 
 

 ขอให้ทิ้งความคิดนี้ไปเสียแล้วมาเปิดใจรับความใสของเฮียจุงกิให้เต็มตา
กับ มนุษย์หมาป่าหน้าใสเหมือนทำเลเซอร์ในวุฒิ**ตู๊ด**คลินิกกันนะคะ
 
 
 
 
(ดูความใสของพระเอกสิเอ้อ!!)
 
 
 

กลับมาสาระ


เนื้อเรื่องคร่าวๆ ของหนังหนุ่มน้อยมนุษย์หมาป่าน่าเอ็นดู น่ากิน 
เริ่มขึ้นเมื่อ ย้อนกลับไปเมื่อ 47 ก่อน ในชีวิตของคุณยาย "คิมซุนอี"  
เมื่อก่อนคุณยายเป็นเพียงสาวน้อยคิมซุนอี ผู้ที่แทบไม่เคยมีรอยยิ้มบนหน้า
แถมยังร่างกายไม่แข็งแรง(ครบสูตรเกาหลีมาก) มีครอบเพียงแม่และน้องสาวอีกคนเท่านั้น
 

ครอบครัวของคิมซุนอีต้องย้ายบ้านมาอยู่ในชนบทที่มีเพื่อนบ้านแค่สองครอบครัว
และเป็นบ้านที่ซื้อในชื่อลูกชายเพื่อนพ่อ ซึ่งกร่างแล้วก็น่าหมั่นไส้ซะไม่มี  
นอกจากนั้นตานี่เป็นคนที่กะว่าจะแต่งงานกับซุนอีด้วยแน่นอนเธอไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่
เพราะตานี่ไม่ได้รวยอย่างเดียว  นิสัยยังแย่มากอีกด้วย 

จนกระทั่งวันหนึ่ง ซุนอี ไปเก็บ (ใช้คำนี้แหละเหมาะ) เด็กคนหนึ่งมาได้


เป็นเด็กหนุ่มที่แปลกมากค่ะ เพราะเขาไม่พูด เนื้อตัวมอมแมม
กินข้าวมูมมาม แถมยังขู่ แฮ่  คนที่เข้ามาใกล้เหมือนกลัวจะทำร้าย 
 

เอาว่า พฤติกรรมโดยรวมแล้ว เหมือนหมาที่ยังไม่เชื่องตัวหนึ่ง ดีๆนี่เอง
 
 
ไม่มีใครรู้ที่มาของเขา แต่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้าของบ้านเก่าที่เลี้ยงหมาป่าไว้มากมายครอบครัวซุนอีจึงต้องรับอุปการะเขาไปในที่สุด และตั้งชื่อเขาว่า "ชอลซู"


ถ้าเล่ามากกว่านี้จะสปอยล์แล้วล่ะ 


เอาล่ะ จากที่ดูพ่อมนุษย์หมาป่าไปแล้วเราพอจะสรุปคร่าวๆออกมาได้ประมาณนี้

เรื่องภาพ
 

ไม่ต้องห่วงพี่เกาเลยเรื่องนี้ เราว่าเกาหลีเป็นประเทศหนึ่งที่ใส่ใจเรื่องเซตมากประเทศหนึ่งในโลก
เพราะฉะนั้นฉากเอย ภาพเอย สวยแน่ไม่ต้องเป็นห่วง
แล้วเราจะได้เห็นโลเคชั่นที่แปลกตาไปจากหนังเรื่องอื่นด้วย 
 
โปรดักชั่นไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่มีจุดขายอยู่พอดูเลยค่ะ

เราจะได้เห็นธรรมชาติของเกาหลีที่ไม่ใช่ย่านเมืองแต่จะเห็น ชนบท เห็นป่า เห็นน้ำตก ภูเขา
ซึ่ง พระเจ้าช่วย มันสวยอยู่แล้วล่ะ
 

แต่หนังเรื่องนี้มาเน้นที่ บท และการแสดงมากกว่าค่ะ
 

ถ้าใครอยากดูหนังที่ พระนางฝีมือมากๆ เรื่องนี้เราบอกเลยว่าไม่ผิดหวัง
เรียกว่า "เอาอยู่" ทีเดียว รวมไปถึงดาราสมทบทั้งหลายด้วยนะ
 
เรื่องราวถึงจะคล้ายละครไปนิดนึง ตัวที่ร้ายก็เจาะจงว่าร้ายแล้วมาเพื่อร้ายจริงๆ
เช่นตาคนที่จะแต่งกับนางเอก  หน้าปะยี่ห้อว่าชั่วแน่ๆตัวนี้
ถ้านายคนนี้ ไม่ระบุตัวเองว่า เฮ้ย ฉันร้ายนะ  
แล้วเพิ่มเหตุผลการกระทำเข้าไปหน่อยหนังน่าจะกลมกล่อมขึ้น (แต่แค่นี้ก็เกลียดขี้หน้าจะแย่)
 

ทั้งนี้ให้อภัยเพราะว่าส่วนอื่นลงตัวดีโดยเฉพาะ พระเอกกับนางเอก ที่แสดงโดย  ซงจุงกิ กับ พัคโบยอง
 

สำหรับซงจุงกินี่เราเคยดูผลงานเขาแล้วบอกคำเดียวว่า คนนี้ "ฝีมือ" ล้วนๆค่ะ
ทั้งเรื่องนี่เขาพูดนับคำได้เลย  แต่ไม่ต้องพูดอะไร แค่ขู่ๆ ทำหน้าแบ๊วๆ เราก็เชื่อแล้วว่าเขาคือชอลซู
เป็นการแสดงที่มาจากข้างใน เรียกว่าอินเนอร์เต็มมากขอบอก
 
 
ที่สำคัญ ชื่อเรื่อง A Werewolf Boy เขาก็เล่นเป็น น้องหมา มากๆๆๆไอ้ท่าทางหงุงหงิง ขอให้ลูบหัว นี่มัน เจ้าหมาน้อยนี่! (จนดิฉันอยากจะเลี้ยงเหลือเกินน)
 


แฟนคลับคงกรี๊ดอยู่แล้วล่ะ แต่สำหรับคนดูหนังสามัญนี่แทบจะถวายตัวเข้าเรือนของเฮียเขาเลย
มีเสน่ห์ทางการแสดงสูงมากจริงๆ  
ถ้าดูแล้วเกิดติดใจฝีมือพ่อหมาป่าคนนี้เราแนะนำซีรี่ย์เรื่อง Innocent Man นะ
แล้วจะรู้ว่าพระเอกที่ไม่ต้องหล่อจัดแต่ฝีมือล้วนๆเป็นเยี่ยงไร!!! (อวยสุดตัว)
 

สำหรับนางเอก พัคโบยอง เราเพิ่งได้ดูผลงานของเธอเรื่องแรกค่ะ
แล้วก็พบว่าเป็นผู้หญิงที่ดูเศร้าสร้อย และน่าสงสารได้ในคนเดียว
สำคัญกว่านั้นคือเธอเล่นเข้าขากับจุงกิดีเชียวล่ะ
 

การแสดงระดับสองคนนี้ ถ้าดูแล้วจะไม่เสียน้ำตาให้เลยซักนิดเดียวก็ใจแข็งไปหน่อยแล้วโดยเฉพาะคนที่เลี้ยงสัตว์แล้วรักมันมากๆ น่าจะเข้าใจอารมณ์ของตัวละครได้ดีขึ้นนะ : )



เรื่องประเภทหนัง ถ้าจะจำกัด Genre ของหนัง เรายกให้มันเป็น หนังโรแมนติกดราม่า

โรแมนติกยังไง?
 

มันเป็นเรื่องความรักค่ะ  รักที่ไม่ต้องพูดว่ารักด้วยซ้ำ
แต่เรารู้สึกได้หนังล่อหลอกให้เรารัก เราผูกพันกับตัวละคร เหมือนให้เราต้องอุปการะลูกสุนัขตัวหนึ่ง
สุนัขมันไม่เคยพูดกับเราหรอกว่ารัก อย่างมากก็ทำให้แค่เอาหัวถูๆขา ให้เราลูบหัวแต่พอเราทุ่มเทดูแลให้อาหาร อาบน้ำมัน ทำให้มันเชื่อง  เล่นกับมัน 
 

แล้วในที่สุดเราก็ "รัก" มันจนได้
 

ทั้งนี้ความรัก กับ สัณชาตญาณดิบ เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
 
 

สัตว์ดุร้าย  ยังไงพื้นฐานมันก็ดุร้าย ถึงสัณชาตญาณจะบอกให้มันรักเดียวใจเดียว
แต่สถานะของมันนั้นไม่ใช่อะไรที่เรายอมรับจะให้เลี้ยง และรักด้วยซ้ำไป
 

พระเอกกับนางเอกเราเป็นแบบนั้นล่ะค่ะ
 
 
ความดราม่าของมันอยู่ที่ความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกนี่ล่ะค่ะ
เหมือนเรากำลังรับเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งแต่หนังตั้งคำถามกับเราว่า
 
ถ้าเกิดในที่สุดแล้วเราไม่สามารถเลี้ยงเขาได้ล่ะ?
เราจะจัดการความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างไร?
 
 

นั่นเป็นสิ่งที่ คิมซุนอี นางเอกของเราจะต้องตอบในตอนท้ายของเรื่อง


ว่ากันว่าสุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์
สุนัขบางตัวที่คนนอกจะมองว่าดุร้าย และน่ากลัว
แต่สำหรับเจ้านายของมันถ้าขึ้นชื่อว่ารักแล้ว
มันจะซื่อสัตย์ มันจะคอยดูแล ตลอดชีวิตของมัน
 

A Werewolf Boy เป็นเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์เหล่านี้ออกมาได้ดี

ถ้าอยากสัมผัสความรักที่ทั้งน่ารัก โรแมนติก มีน้ำตาร่วงประปราย
ไม่จำเป็นต้องคอเกาหลีก็ได้นะ ให้ลองเปิดใจดูค่ะ A Werewolf Boy
คนชอบหนังโรแมนติกน่าจะรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
 
 
 
 

ขนาดเรายังอยากเลี้ยงพระเอกเลยล่ะ 5555






แถม
 
เรื่องเล็กกับแวร์วูล์ฟบอย
 
 
จากในบล็อคเมื่อช่วงต้นปีเราไปเวียดนามมา
แล้วหนังเรื่องนี้เข้าฉายพอดีเลยที่นั่น เพื่อนที่เป็นเวียดนามของเราเขาได้ดูแล้ว
เขาชอบมากกก เราก็สงสัยอยู่ว่าจะดีอะไรขนาดนั้น จนมาดูเองนี่แหละ
(สามารถเม้ามอยเรื่องเกาหลีกับคนเวียดนามได้  และเราจะสนิทกันเร็วมาก!)
 
อนึ่ง คนเวียดนามนี่นิยมเกาหลีกันสุดๆไปเลยล่ะ
ทั้งห้าง ร้านฟาสต์ฟู้ด ละคร สินค้า นักท่องเที่ยว เกาหลีจะปะปนไปหมดเลยที่เดียว
 
 
 
เจอกันใหม่คราวหน้าจ้า : D
 
P.S.  เป็นรีวิวที่พูดถึงผู้หญิงน้อยมากจุงจิง /พรากก