ไม่ได้อัพบล็อคหลักนานนนนนนนนนนน มากค่ะ
ไปทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมาเยอะเหลือเกิน จนวันนี้คิดว่าน่าจะมีเรื่องอะไรอยากจะมาแชร์กับทุกคนได้แล้ว
 
เราเพิ่งกลับจากเวียดนามค่ะ ไปเทศกาลหนังมา
 
และตั้งแต่เอ็นทรีนี้เป็นต้นไปบล็อตนี้จะเล่าทุกประสบการณ์ที่เราไปเจอมา
หวังว่าจะเป็นการแบ่งบันเรื่องดีๆให้กับทุกคนได้ค่ะ  : )
 
 
 
 
 
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------

บทนำ

 

 

.

.

.

ทุกอย่างมันเริ่มที่วันนั้น

 

 

 


 



บนรถไฟ ขบวนที่แล่นจากสถานีพระจอมเกล้าฯ ไปสถานีหัวลำโพง

เรากำลังจะไปทำงานวิชาเรียน

ท่ามกลางเสียงรถไปแล่นไปตามราง เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มก็พูดขึ้นมา

 

 

“เราจะทำหนังเรื่องครูดอยกันนะ”


 

ไม่มีใครคิดว่า หลังจากประโยคนั้นถูกพูดขึ้นในรถไฟเมื่อราวๆหนึ่งปีก่อน

ประโยคนั้นจะพาเราทุกคนมายืนอยู่บนถนนที่รถมอเตอร์ไซค์วิ่งกันขวักไขว่ของมหานครที่ชื่อ

 

“โฮจิมินห์ซิตี้”

 

ไม่มีใครคิด… แต่ตอนนี้ นักศึกษาภาพยนตร์ จากประเทศไทยยืนอยู่บนแผ่นดินประเทศเวียดนามแล้ว
และแน่นอน ต่อให้หยิกตัวเองร้อยที   เราไม่ได้ฝัน!

 

 


……………..

 

ย้อนกลับไปช่วงกลางปี พ.ศ. 2555 

 

ขณะที่เราใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาปีสี่ผู้มีความกังวลในใจและว้าวุ่นจิตตลอดเวลาอยู่บนหน้าจอเฟสบุ๊ค
ข้อความแชทจอเล็กๆจอหนึ่งก็เด้งขึ้นมา เป็นข้อความจาก กวางวรา เพื่อนสาวคนหนึ่งในกลุ่มทำหนังเมื่อครั้งกระโน้น

กวางวราบอกมาว่า

 

‘ปุ้น เอานี่ไปกรอกหน่อย ‘

 

หือ?  กรอกอะไร  แล้วทำไมต้องกรอก  มันเป็นเอกสารสำคัญอย่างไรงั้นหรือ

สิ่งที่กวางวราส่งมาให้ดูคล้ายกับไฟล์เอกสารอะไรบางอย่าง

 

‘ชื่อ Yxineff   เป็นเทศกาลฉายหนังออนไลน์เวียดนาม' 

 

เทศกาลหนังงั้นเหรอเนี่ย...ว่าแล้วเราก็ดาวน์โหลดไฟล์นั้นลงเครื่อง

 

 

'เราจะส่ง อั่วเจา ไปกัน'

 

...............................

 

 

ขอเล่าถึงอั่วเจาก่อน

 

 

 

“อั่วเจา”  เป็นหนังสั้นที่เราทำกับเพื่อนตอนปี  3 วิชาการผลิตภาพยนตร์ เป็นหนังเล็กๆที่การถ่ายทำไม่เล็กเท่าไหร่ เพราะเรายกทีมงานสิริรวมแล้ว 8 ชีวิต (รวมตากล้องตัวเล็กๆ 1 คน และนักแสดงชาย 1 คน) ขึ้นไปถ่ายหนังที่ว่าด้วยเรื่องของการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทย ที่บ้านร่องกล้า อำเภอนครไทย จังหวัด พิษณุโลก  

 

 

 

 

 

 

มีเวลาถ่ายแค่ 8 วัน เราทีมงานทั้ง 6 คน ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อถ่ายให้ได้มากที่สุด ต้องทำงานกับสิ่งที่เขาว่าเป็นเรื่องหินที่สุดอย่างหนึ่งในการถ่ายทำ นั่นคือ “เด็ก”   และที่มากไปกว่านั้นคือ ทุกคนเป็น ชาวม้ง   

การทำงานบนพื้นที่ที่เป็นภูเขาส่วนใหญ่และทุกคนไม่ได้พูดภาษาไทยกับเราไม่ง่ายเลย….

 

แต่เราก็ผ่านมันมาได้

 

หลังจาก 8 วันนั้น ชีวิตเราก็เกิดจุดเปลี่ยนไปตลอดกาล นอกจากความประทับใจที่เราได้กลับมาจากบ้านร่องกล้าอย่างใหญ่หลวงแล้ว   ใครจะเชื่อว่าการไปลุยถ่ายหนังบนไร่กะหล่ำ เคล้าเสียงฝน ชนอากาศหนาวในคราวนั้นจะทำให้เราทุกคนได้ A จากวิชาการผลิตภาพยนตร์

 

และเรื่องตื่นเต้นล่าสุดในคราวนี้คือ…ถ้าเรื่องเราผ่านการพิจารณาจากการส่งไปเทศกาลหนังคราวนี้ละก็…

 

 

ลองคิดดู

 

ถ้าเราได้ไปก็จะเป็นฤกษ์เบิกทางสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอันสวยสดงดงาม...

ถ้าเราได้ไปมันก็จะละม้ายรายการหนังพาไปของไทยพีบีเอส...

ถ้าเราได้ไปเราก็จะได้กินเฝอ แหนมเนือง ขนมเบื้องญวน  บลาๆๆ (มีแต่ของกิน)

 

 

ถ้าเราได้ไปเวียดนาม...

เราจะไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต!

 


โอ้แม่เจ้า มันตื่นเต้นมากเลยนะเนี๊ยย !!!!!!!!!  

(กรุณาสังเกตความตื่นเต้นได้จากจำนวนอัศเจรีย์)

 

 

 

แต่

 

 

ก่อนจะตื่นเต้น หยุดความคิดนั้นแล้วมาพิจารณาใบสมัครเทศกาลก่อน

 

เหมือนจะลืมอะไรไป

 

พอเราคลิกเปิดใบสมัครที่เพื่อนส่งมาให้ เราก็อึ้งไปชั่วเคี้ยวหมากแหลก....

 

 

 

อะไรกันเนี่ย...........

 

 

 


ภาษาอังกฤษหมดเลยนี่หว่า!!!!!!!!! 

 

ชิกกะด้าวโย่วแล้วล่ะ อ่านยังลำบากเลยกู

นี่ให้เขียน

แล้วดิฉันจะทำยังไงกันละคะที่นี้ TT________________TT

 

 

 

 

to be con.

 -----------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

แค่เริ่มคิดจะโกอินเตอร์ก็ยากแล้วจ้าTT

เพราะดิฉันเป็น ผกก.ที่ภาษาแย่บรม  แล้วเจอกันตอนใหม่ จะมาดูกันว่า ก่อนจะโกอินเตอร์สู่ AEC ได้เราจะต้องทำยังไงบ้างง

 

แล้วพบกัน

 

ซินจ่าวว

Comment

Comment:

Tweet